บทนำ: การปฏิวัติการเกษตรด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
ในยุคที่ความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายระดับโลก เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน Infarmight คือผู้นำด้านโซลูชันฟาร์มอัจฉริยะที่มุ่งเน้นการเพาะปลูกกล้าไม้คุณภาพสูง (Seedling Cultivation) โดยเฉพาะ ด้วยการผสานรวมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับระบบฟาร์มแบบโมดูลาร์ Infarmight ไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานการผลิต แต่ยังเปิดประตูสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายหลักของเรา
การเพาะปลูกกล้าไม้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในวงจรการเกษตร กล้าไม้ที่แข็งแรงและมีคุณภาพจะส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตและกำไรของเกษตรกร Infarmight เข้าใจถึงความสำคัญนี้ จึงได้พัฒนาระบบที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้กล้าไม้ที่มีอัตราการเติบโตสูงและมีคุณภาพสม่ำเสมอ บทความนี้จะเจาะลึกถึงกลยุทธ์การบุกตลาดโลกของ Infarmight วิสัยทัศน์ในอนาคต และศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเกษตรในประเทศไทย เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เราจะสำรวจทั้งมิติทางเทคนิคของโซลูชันคอนเทนเนอร์อัจฉริยะ และมิติทางเศรษฐศาสตร์ของการขยายตัวในตลาดเกิดใหม่
1. ความจำเป็นระดับโลกสำหรับเทคโนโลยีกล้าไม้ขั้นสูงและการตอบสนองของ AI
1.1 ความท้าทายด้านการผลิตกล้าไม้แบบดั้งเดิมในเขตร้อน
การเกษตรแบบดั้งเดิมในภูมิภาคเขตร้อนต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาหลักคือ ความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งรวมถึงฤดูแล้งที่ยาวนานขึ้นและน้ำท่วมที่ไม่คาดคิด ทำให้การวางแผนการผลิตกล้าไม้เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ การระบาดของศัตรูพืชและโรคพืช เป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อแปลงเพาะกล้าแบบเปิด ซึ่งนำไปสู่การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้บริโภค
ยิ่งไปกว่านั้น การเพาะปลูกแบบดั้งเดิมยังขาด ความสม่ำเสมอของคุณภาพ กล้าไม้ที่ได้มักมีขนาดและคุณภาพแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตสุดท้ายไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ และที่สำคัญที่สุดคือ ระยะเวลาการเติบโตที่ยาวนาน ซึ่งผูกติดอยู่กับฤดูกาล ทำให้เกษตรกรมีรอบการผลิตที่จำกัดและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
1.2 Infarmight: การเร่งการเติบโตด้วย AI และการควบคุมสภาพแวดล้อม
Infarmight ได้นำเสนอทางออกที่เหนือกว่าด้วยโซลูชันฟาร์มอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเชี่ยวชาญในการเพาะปลูกกล้าไม้โดยเฉพาะ ระบบของเราใช้ อัลกอริทึมการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์นับร้อยจุดภายในตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อสร้าง “สูตรการเติบโต” (Growth Recipe) ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพืชแต่ละชนิด
ระบบ AI จะควบคุมปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่:
- สเปกตรัมแสง (Light Spectrum): ปรับความเข้มและสีของแสง LED เพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์แสงและการพัฒนาของราก
- อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ (Temperature & RH): รักษาความเสถียรของสภาพอากาศในระดับไมโคร เพื่อลดความเครียดของพืช
- สารอาหาร (Nutrient Delivery): ควบคุมความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหาร (EC) และความเป็นกรด-ด่าง (pH) อย่างแม่นยำในระบบน้ำหมุนเวียน
การควบคุมที่แม่นยำนี้ทำให้เราสามารถ ลดระยะเวลาการเติบโตลงได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับวิธีการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม การลดระยะเวลาการเติบโตนี้หมายถึงรอบการผลิตที่เร็วขึ้น ผลผลิตที่มากขึ้น และการคืนทุนที่รวดเร็วขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ
1.3 การมุ่งเน้นพืชผลมูลค่าสูง: กรณีศึกษา “สตรอว์เบอร์รี” และ “พืชสมุนไพร”
Infarmight มุ่งเน้นการผลิตกล้าไม้สำหรับพืชผลมูลค่าสูง เช่น สตรอว์เบอร์รี ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลกและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเพาะปลูกสตรอว์เบอร์รีในสภาพแวดล้อมควบคุมของ Infarmight ช่วยให้มั่นใจได้ว่ากล้าไม้ที่ได้จะปราศจากโรค มีความแข็งแรง และพร้อมสำหรับการปลูกในแปลงจริงหรือในระบบฟาร์มปิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตสตรอว์เบอร์รีคุณภาพพรีเมียม นอกจากนี้ ระบบของเรายังเหมาะสำหรับการเพาะกล้าพืชสมุนไพรหายาก หรือพืชผักพรีเมียมอื่น ๆ ที่ต้องการการควบคุมสภาพแวดล้อมที่เข้มงวด
2. เทคโนโลยี Infarmight: โซลูชันที่ปรับขนาดได้ระดับโลก
2.1 ฮาร์ดแวร์: ฟาร์มอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ในตู้คอนเทนเนอร์
หัวใจสำคัญของโซลูชัน Infarmight คือ ฮาร์ดแวร์ฟาร์มอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ในตู้คอนเทนเนอร์ (Container Modular Smart Farm Hardware) การออกแบบนี้มอบความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับขนาดได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมาตรฐาน (เช่น 40 ฟุต High Cube) ถูกดัดแปลงให้เป็นโรงงานผลิตกล้าไม้แบบปิดที่สมบูรณ์แบบ สามารถติดตั้งได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่จำกัดในเมือง หรือในพื้นที่ห่างไกลที่การเกษตรแบบดั้งเดิมทำได้ยาก
รายละเอียดทางเทคนิคของระบบคอนเทนเนอร์:
- ระบบปลูกแนวตั้ง (Vertical Farming Racks): ใช้พื้นที่ภายในคอนเทนเนอร์อย่างเต็มที่ด้วยการปลูกซ้อนกันหลายชั้น เพิ่มผลผลิตต่อตารางเมตรได้อย่างมหาศาล
- ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (HVAC-D System): ใช้ระบบปรับอากาศและลดความชื้นที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของรากและใบ
- ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิด (Closed-Loop Hydroponics): ลดการใช้น้ำได้มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับการเกษตรแบบดั้งเดิม และป้องกันการปนเปื้อนของสารอาหารสู่สิ่งแวดล้อม

2.2 ซอฟต์แวร์: การตรวจสอบและระบบอัตโนมัติด้วย AI
Infarmight ใช้ ซอฟต์แวร์การตรวจสอบและระบบอัตโนมัติ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อจัดการการทำงานทั้งหมดของฟาร์ม ระบบนี้เป็นมากกว่าการควบคุมอัตโนมัติ แต่เป็นการเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning and Optimization)
สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์หลัก:
- การรวบรวมข้อมูล (Data Acquisition): เซ็นเซอร์ IoT (Internet of Things) รวบรวมข้อมูลสภาพแวดล้อม (อุณหภูมิ, ความชื้น, CO2, แสง) และข้อมูลพืช (ภาพถ่ายความละเอียดสูง, การวิเคราะห์สีใบ) ทุก ๆ 5 นาที
- การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics): AI ใช้โมเดล Machine Learning เพื่อคาดการณ์อัตราการเติบโต ความเสี่ยงของโรค และความต้องการสารอาหารในอนาคต
- การตัดสินใจอัตโนมัติ (Autonomous Decision-Making): AI จะสั่งการระบบฮาร์ดแวร์ (ปั๊มน้ำ, พัดลม, ไฟ LED) โดยอัตโนมัติ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้ตรงตาม “สูตรการเติบโต” ที่กำหนดไว้
- อินเทอร์เฟซผู้ใช้ (User Interface): ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสถานะฟาร์มทั้งหมดผ่านแดชบอร์ดบนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ และรับการแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีพารามิเตอร์ใด ๆ ออกนอกช่วงที่กำหนด
ตารางที่ 1: ข้อมูลที่ AI ใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการเพาะกล้า
| ประเภทข้อมูล | ตัวอย่างพารามิเตอร์ | ผลลัพธ์ที่ได้จากการปรับปรุง |
|---|---|---|
| สภาพแวดล้อม | อุณหภูมิ, ความชื้นสัมพัทธ์, ระดับ CO2 | ลดความเครียดของพืช, ป้องกันเชื้อรา |
| สารอาหาร | EC (ค่าการนำไฟฟ้า), pH, ระดับออกซิเจนในน้ำ | เพิ่มการดูดซึมสารอาหาร, เร่งการพัฒนาของราก |
| พืช | สีใบ (NDVI), ความสูง, จำนวนใบ | คาดการณ์ผลผลิต, ปรับสูตรสารอาหารเฉพาะจุด |
| พลังงาน | การใช้พลังงานของระบบ LED และ HVAC | ลดต้นทุนการดำเนินงาน, เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน |
3. กลยุทธ์การบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ประเทศไทยและเวียดนาม
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเกษตรอัจฉริยะ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ความต้องการอาหารคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้น และความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง Infarmight ได้กำหนดให้ประเทศไทยและเวียดนามเป็นตลาดเป้าหมายหลักในการขยายธุรกิจระดับโลก
3.1 ประเทศไทย: ศูนย์กลางการเกษตรและนวัตกรรม
ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะ “ครัวของโลก” แต่การเกษตรไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนน้ำ Infarmight สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้โดยการนำเสนอโซลูชันที่ช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถผลิตกล้าไม้คุณภาพสูงได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
โอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย:
- การเปลี่ยนผ่านสู่การเกษตร 4.0: รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนและมีนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ซึ่งสอดคล้องกับโซลูชันของ Infarmight
- ความต้องการพืชผลมูลค่าสูง: ตลาดพืชผลพรีเมียม เช่น สตรอว์เบอร์รี, และพืชสมุนไพรไทยหายาก มีการเติบโตสูง การผลิตกล้าไม้ที่ได้มาตรฐานและปลอดโรคเป็นสิ่งจำเป็น
- การเกษตรในเมือง (Urban Farming): ระบบคอนเทนเนอร์สามารถติดตั้งในพื้นที่จำกัดของเมืองใหญ่เพื่อรองรับการผลิตแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Production) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มความสดใหม่ของผลผลิต
3.2 เวียดนาม: ตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
เวียดนามเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร Infarmight สามารถช่วยให้เกษตรกรเวียดนามลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออก
โอกาสทางธุรกิจในเวียดนาม:
- การลงทุนจากต่างประเทศ: รัฐบาลเวียดนามเปิดรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีการเกษตรจากต่างประเทศเพื่อยกระดับภาคการผลิต
- การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ความต้องการในการเพิ่มรอบการผลิตและลดต้นทุนแรงงานในพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่
- การเพาะปลูกในพื้นที่สูงและพื้นที่จำกัด: ระบบโมดูลาร์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เช่น บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม หรือพื้นที่ภูเขาสูงที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิ

4. การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์และการลงทุน
การลงทุนในเทคโนโลยี Infarmight ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อฮาร์ดแวร์ แต่เป็นการลงทุนใน ประสิทธิภาพและความแน่นอน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนทางการเงิน (Return on Investment – ROI) ของผู้ประกอบการ
4.1 การลดต้นทุนการดำเนินงาน
ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยลดความจำเป็นในการใช้แรงงานคนในการดูแลกล้าไม้ลงอย่างมาก ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการเกษตรแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (น้ำ, ปุ๋ย, พลังงาน) ตามการวิเคราะห์ของ AI ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยรวม
ปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุน:
- การลดการสูญเสีย (Waste Reduction): การควบคุมสภาพแวดล้อมที่แม่นยำช่วยลดอัตราการตายของกล้าไม้ (Mortality Rate) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การลดการใช้สารเคมี: ระบบปิดช่วยกำจัดความจำเป็นในการใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีป้องกันโรค
- การเพิ่มรอบการผลิต: การลดระยะเวลาการเติบโต 30% หมายถึงการเพิ่มรอบการผลิตต่อปี ซึ่งเพิ่มรายได้รวม
4.2 การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต
กล้าไม้ที่ผลิตจากระบบ Infarmight มีคุณภาพสูง สม่ำเสมอ และปลอดโรค ซึ่งทำให้สามารถขายได้ในราคาพรีเมียมในตลาด การสร้างแบรนด์ “กล้าไม้คุณภาพสูงจาก Infarmight” ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดส่งออกที่เข้มงวดด้านคุณภาพได้ง่ายขึ้น
ตารางที่ 2: การเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (โดยประมาณ)
| ตัวชี้วัด | การเพาะปลูกแบบดั้งเดิม | Infarmight Smart Farm | ส่วนต่าง (%) |
|---|---|---|---|
| ระยะเวลาการเติบโต (วัน) | 60 | 42 | -30% |
| อัตราการรอดชีวิต (%) | 70% | 95% | +35.7% |
| ผลผลิตต่อพื้นที่ (หน่วย/ตร.ม.) | X | 4X – 6X | +300% ถึง +500% |
| การใช้น้ำ (ลิตร/หน่วย) | Y | 0.1Y | -90% |

5. วิสัยทัศน์ในอนาคต: การเกษตรแบบกระจายศูนย์และยั่งยืน
Infarmight ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน แต่เรามีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้บุกเบิกใน อนาคตของการเกษตรแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Agriculture) ซึ่งเป็นระบบที่การผลิตอาหารอยู่ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น ลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่ยาวและเปราะบาง
5.1 การขยายตัวสู่ตลาดใหม่: ตะวันออกกลางและแอฟริกา
หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างฐานที่มั่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Infarmight มีแผนที่จะขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีความต้องการเทคโนโลยีการเกษตรที่สามารถรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น ตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำและสภาพอากาศที่แห้งแล้ง การออกแบบโมดูลาร์ของเราที่ใช้ระบบปิดและประหยัดน้ำ ทำให้โซลูชันของเราเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบสำหรับภูมิภาคเหล่านี้
5.2 การพัฒนา AI และการเรียนรู้ของพืชขั้นสูง
ในอนาคต Infarmight จะลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนา AI ให้มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับปรุงสูตรการเติบโตของพืชที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เรากำลังทำงานเพื่อเพิ่มความหลากหลายของพืชผลมูลค่าสูงที่สามารถเพาะปลูกในระบบของเราได้ รวมถึงการพัฒนา Digital Twin ของพืชแต่ละต้น ซึ่งเป็นแบบจำลองเสมือนจริงที่ช่วยให้ AI สามารถจำลองผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมก่อนที่จะนำไปใช้จริงในฟาร์ม
5.3 ความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การเกษตรอัจฉริยะของ Infarmight เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ระบบปิดของเราช่วยลดการใช้น้ำได้อย่างมาก ลดความจำเป็นในการใช้ยาฆ่าแมลง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งอาหารทางไกล วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างระบบอาหารโลกที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการผลิตกล้าไม้ที่มีคุณภาพสูงสุด

6. การสร้างพันธมิตรเพื่ออนาคตที่สดใส
การขยายตัวระดับโลกของ Infarmight ต้องอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเกษตร นักลงทุน หรือหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยและเวียดนาม เรากำลังมองหาผู้ที่พร้อมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติการเกษตรนี้
6.1 การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกอบรม
Infarmight มุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับพันธมิตรในท้องถิ่น เราจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างครอบคลุมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากระบบฟาร์มอัจฉริยะของเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการสร้างงานที่มีทักษะสูงในภาคการเกษตร
6.2 การลงทุนในนวัตกรรม
สำหรับนักลงทุน Infarmight นำเสนอโอกาสในการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงและมีความมั่นคง การลงทุนในเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะไม่เพียงแต่ให้ผลตอบแทนทางการเงินที่ดี แต่ยังเป็นการลงทุนในความมั่นคงทางอาหารของโลกอีกด้วย
สรุป: ก้าวต่อไปของ Infarmight
Infarmight กำลังนำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของการเพาะปลูกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบโมดูลาร์ การมุ่งเน้นที่การผลิตกล้าไม้คุณภาพสูงสำหรับพืชผลมูลค่าสูง การลดระยะเวลาการเติบโต 30% และกลยุทธ์การบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ชัดเจน ทำให้ Infarmight เป็นมากกว่าโซลูชันฟาร์มอัจฉริยะ แต่เป็น พิมพ์เขียวสำหรับอนาคตของการเกษตรระดับโลก
เราเชื่อมั่นว่าด้วยเทคโนโลยีของเรา ประเทศไทย เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ จะสามารถบรรลุความมั่นคงทางอาหาร สร้างความยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้ Infarmight พร้อมแล้วที่จะร่วมสร้างอนาคตที่การเกษตรเป็นเรื่องง่าย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน