ในโลกยุคปัจจุบัน พลังงานไฟฟ้าถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติ ทว่าสำหรับชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ชนบท หรือพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานเข้าถึงได้ยาก ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ ระบบพลังงานแบบดั้งเดิม เช่น การขยายสายส่งไฟฟ้า หรือแม้แต่การใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล มักมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงลิ่ว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความไม่แน่นอนในการใช้งาน
แม้แต่พลังงานหมุนเวียนยอดนิยมอย่างโซลาร์เซลล์และกังหันลม ก็ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการผลิต (Intermittency) ซึ่งหมายความว่าไฟฟ้าจะถูกผลิตได้เฉพาะเมื่อมีแสงแดดหรือมีลมพัดเท่านั้น ทำให้การพึ่งพาพลังงานเหล่านี้เพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องยากสำหรับความต้องการพลังงานตลอด 24 ชั่วโมง
แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากเราสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานไฟฟ้าได้จากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามาโดยตลอด นั่นคือ พืชพรรณและผืนดิน?
นี่คือจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีปฏิวัติวงการที่เรียกว่า Pisphere (ไพสเฟียร์) ซึ่งใช้หลักการของ Plant-Microbial Fuel Cell (Plant-MFC) หรือเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากพืช เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นระบบพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จากปฏิสัมพันธ์ตามธรรมชาติระหว่างรากพืชและจุลินทรีย์ในดิน นับเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบและยั่งยืนสำหรับชุมชนที่ต้องการพลังงานที่พึ่งพาตนเองได้ในทุกสภาพแวดล้อม
1. Pisphere คืออะไร? ไขความลับ Plant-Microbial Fuel Cell
Pisphere คือนวัตกรรมด้านพลังงานที่พัฒนาขึ้นโดยสตาร์ทอัพจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับรางวัล NH Agtech Award โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนกระบวนการทางชีวภาพตามธรรมชาติให้กลายเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง เทคโนโลยีนี้อาศัยหลักการทำงานของ เซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ (Microbial Fuel Cell – MFC) ที่ผสานเข้ากับระบบนิเวศของพืช
1.1 กลไกการผลิตไฟฟ้าจากรากพืช
กระบวนการผลิตไฟฟ้าของ Pisphere นั้นเรียบง่ายแต่ชาญฉลาด โดยอาศัยสามองค์ประกอบหลักที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว: พืช, จุลินทรีย์, และขั้วไฟฟ้า
ก. บทบาทของพืช (The Plant): โรงงานผลิตสารอินทรีย์
พืชทำหน้าที่เป็น “โรงงาน” ที่ใช้กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) เพื่อเปลี่ยนแสงแดด น้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นสารอินทรีย์ (น้ำตาล) เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ พืชไม่ได้ใช้สารอินทรีย์ทั้งหมดที่ผลิตได้ ส่วนหนึ่งของสารอินทรีย์เหล่านี้จะถูกขับออกมาทางรากสู่ดินในรูปของสารคัดหลั่งจากราก (Root Exudates) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของสารอินทรีย์ทั้งหมด ที่พืชสร้างขึ้น
ข. บทบาทของจุลินทรีย์ (The Microbes): ผู้ปลดปล่อยอิเล็กตรอน
สารคัดหลั่งจากรากเหล่านี้เป็นอาหารอันโอชะสำหรับจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน เมื่อจุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์เหล่านี้ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน (Anaerobic Respiration) พวกมันจะปล่อยอิเล็กตรอน (Electron) ออกมา ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการหายใจของสิ่งมีชีวิต แต่แทนที่จะใช้ออกซิเจนเป็นตัวรับอิเล็กตรอนตัวสุดท้าย จุลินทรีย์เหล่านี้จะ “ถ่ายโอน” อิเล็กตรอนไปยังขั้วไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในดิน
Pisphere ได้พัฒนาและใช้ประโยชน์จากแบคทีเรียที่ลดซัลเฟต (Sulfate-reducing bacteria) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ Shewanella oneidensis MR-1 ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีความสามารถพิเศษในการถ่ายโอนอิเล็กตรอนไปยังขั้วไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงนี้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับระบบ MFC ทั่วไป
ค. บทบาทของขั้วไฟฟ้า (The Electrodes): สะพานนำไฟฟ้า
ระบบ Pisphere ใช้ ขั้วไฟฟ้าคาร์บอนกราไฟต์แบบสักหลาด (Carbon graphite felt electrodes) ที่มีความทนทานและมีพื้นที่ผิวสูง ซึ่งถูกฝังไว้ในดินใกล้กับรากพืช ขั้วไฟฟ้าเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นขั้วแอโนด (Anode) เพื่อรับอิเล็กตรอนที่ถูกปล่อยออกมาจากจุลินทรีย์ จากนั้นอิเล็กตรอนจะไหลผ่านวงจรภายนอกเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าที่เราสามารถนำไปใช้งานได้ ก่อนจะกลับเข้าสู่ขั้วแคโทด (Cathode) เพื่อทำปฏิกิริยาให้วงจรสมบูรณ์

1.2 พลังงานที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
ความโดดเด่นที่สุดของเทคโนโลยี Plant-MFC คือความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ (24/7) เนื่องจากกระบวนการผลิตสารอินทรีย์ของพืชและการย่อยสลายของจุลินทรีย์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแสงแดดหรือลมเหมือนพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ตราบใดที่พืชยังคงมีชีวิตและเติบโต ระบบก็จะยังคงผลิตไฟฟ้าได้
2. ศักยภาพการผลิตและผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์
สำหรับพื้นที่ห่างไกล การพิจารณาถึงปริมาณพลังงานที่ผลิตได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ Pisphere นำเสนอตัวเลขที่น่าสนใจและเหนือกว่าทางเลือกอื่น ๆ ในหลายมิติ
2.1 กำลังการผลิตที่วัดผลได้
จากการวิจัยและพัฒนา Pisphere สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในปริมาณที่น่าประทับใจ โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 250-280 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตรต่อปี (250-280 kWh per 10m² annually)
แม้ว่าตัวเลขนี้อาจดูไม่มากเท่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะการใช้งานในพื้นที่ชนบท ซึ่งมักเน้นที่การจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ขนาดเล็ก ระบบเซ็นเซอร์ หรือระบบแสงสว่างสาธารณะแบบกระจายตัว พลังงานในระดับนี้ก็เพียงพอต่อการใช้งานที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดเล็ก
2.2 ต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Pisphere เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับชุมชนชนบทคือ ต้นทุนการดำเนินงานและการบำรุงรักษา (O&M Cost) ที่ต่ำมาก เนื่องจากระบบนี้อาศัยพืชและจุลินทรีย์เป็นหลัก จึงแทบไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวหรือต้องการการเปลี่ยนทดแทนบ่อยครั้ง
ต้นทุน O&M ของ Pisphere อยู่ที่ประมาณ $10-15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ที่มักถูกนำไปใช้ในพื้นที่ห่างไกล จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน:
| เทคโนโลยีพลังงาน | ต้นทุน O&M โดยประมาณ (USD/ปี) | ข้อจำกัดหลักสำหรับพื้นที่ห่างไกล |
|---|---|---|
| Pisphere (Plant-MFC) | $10 – $15 | กำลังการผลิตต่อพื้นที่ยังจำกัด |
| โซลาร์เซลล์ (Solar PV) | $20 – $30 | ผลิตได้เฉพาะกลางวัน, แบตเตอรี่มีอายุจำกัด |
| กังหันลม (Wind Turbine) | $40 – $60 | ต้องมีลมแรงสม่ำเสมอ, ชิ้นส่วนสึกหรอสูง |
หมายเหตุ: ต้นทุน O&M ของ Pisphere นั้นต่ำกว่าโซลาร์เซลล์ถึงเกือบครึ่งหนึ่ง และต่ำกว่ากังหันลมถึง 4-6 เท่า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญมากในการลดภาระทางการเงินระยะยาวของชุมชน

3. ความยั่งยืนสูงสุด: Zero Waste และ Carbon Neutral
นอกเหนือจากประสิทธิภาพด้านพลังงานแล้ว Pisphere ยังตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชุมชนชนบทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
3.1 พลังงานที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)
กระบวนการทั้งหมดของ Pisphere เป็นการหมุนเวียนคาร์บอนตามธรรมชาติ พืชดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศเพื่อใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง และแม้ว่าจุลินทรีย์จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในระหว่างการย่อยสลายสารอินทรีย์ แต่ปริมาณคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมานั้นไม่เกินปริมาณที่พืชดูดซับเข้าไป ทำให้ระบบนี้มีสถานะเป็น Carbon Neutral หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน
3.2 ไร้ของเสียและไม่รบกวนพื้นที่ (Zero Waste & No Space Waste)
- Zero Waste: ระบบ Pisphere ไม่ก่อให้เกิดของเสียที่เป็นอันตรายหรือของเสียที่ต้องกำจัดเหมือนแบตเตอรี่เก่าหรือแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งาน ขั้วไฟฟ้าคาร์บอนกราไฟต์มีความทนทานสูงและมีอายุการใช้งานยาวนาน
- No Space Waste: เนื่องจากระบบ Plant-MFC ถูกฝังอยู่ใต้ดินและใช้พื้นที่ร่วมกับการปลูกพืช จึงไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์เฉพาะทางเหมือนโซลาร์ฟาร์มหรือกังหันลมขนาดใหญ่ ทำให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (No Space Waste)

3.3 ความเหมาะสมกับสภาพดินในเอเชีย
Pisphere ได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพแวดล้อมของภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีในสภาพ ดินในเอเชีย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวด้านองค์ประกอบทางเคมีและจุลินทรีย์ ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของชุมชนชนบทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
4. การประยุกต์ใช้ Pisphere เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในชนบท
หัวใจสำคัญของ Pisphere คือการเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล โดยมีรูปแบบการประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ
4.1 พลังงานสำหรับครัวเรือนและชุมชนนอกระบบสายส่ง (Off-Grid Power)
สำหรับหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงสายส่งไฟฟ้าหลักได้ Pisphere สามารถติดตั้งเป็นระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว (Distributed Generation) เพื่อจ่ายไฟให้กับความต้องการพื้นฐาน เช่น:
- แสงสว่าง: ให้แสงสว่างที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ในเวลากลางคืน แทนการใช้ตะเกียงน้ำมันหรือเทียน
- การสื่อสาร: ชาร์จโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก
- อุปกรณ์ขนาดเล็ก: จ่ายไฟให้กับพัดลมขนาดเล็ก วิทยุ หรือโทรทัศน์ขนาดเล็ก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความบันเทิง
4.2 การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) และการจัดการทรัพยากร
การเกษตรเป็นหัวใจของเศรษฐกิจชนบท Pisphere สามารถบูรณาการเข้ากับระบบเกษตรกรรมเพื่อสร้าง Smart Farm ขนาดเล็กที่พึ่งพาตนเองได้:
- เซ็นเซอร์ไร้สาย: จ่ายไฟให้กับเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน อุณหภูมิ และค่า pH เพื่อให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบสภาพแวดล้อมของพืชได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการใช้น้ำและปุ๋ยอย่างไม่จำเป็น
- ระบบ IoT: เป็นแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้สำหรับอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ในพื้นที่เพาะปลูกที่กว้างใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟหรือพึ่งพาแบตเตอรี่ที่ต้องเปลี่ยนบ่อย
- การชลประทานขนาดเล็ก: จ่ายไฟให้กับปั๊มน้ำขนาดเล็กสำหรับการชลประทานแบบหยด (Drip Irrigation) ในพื้นที่ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
4.3 โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและธุรกิจขนาดเล็ก
ในระดับชุมชน Pisphere สามารถเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนสำหรับ:
- ไฟส่องสว่างสาธารณะ: ติดตั้งตามถนนในหมู่บ้านหรือทางเดินสาธารณะ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในเวลากลางคืน
- สถานีชาร์จชุมชน: เป็นจุดชาร์จพลังงานสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน
- ธุรกิจขนาดเล็ก: จ่ายไฟให้กับร้านค้าขนาดเล็ก หรือศูนย์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน
4.4 การศึกษาและชุดอุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้ (Educational Kits)
Pisphere ยังถูกพัฒนาเป็น ชุดอุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้ (Educational Kits) ที่ช่วยให้เยาวชนและคนในชุมชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เบื้องหลังพลังงานหมุนเวียนและชีววิทยาของพืชผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นการสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีให้กับคนรุ่นใหม่ในชนบท
5. การเปรียบเทียบเชิงลึก: Pisphere กับทางเลือกพลังงานอื่น ๆ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงความได้เปรียบของ Pisphere ในบริบทของพื้นที่ห่างไกล เราจะทำการเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักกับพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
| คุณสมบัติ | Pisphere (Plant-MFC) | โซลาร์เซลล์ (Solar PV) | กังหันลมขนาดเล็ก (Small Wind) |
|---|---|---|---|
| แหล่งพลังงานหลัก | สารอินทรีย์จากรากพืช | แสงอาทิตย์ | การเคลื่อนที่ของอากาศ (ลม) |
| ความต่อเนื่อง (24/7) | ต่อเนื่อง (ตราบใดที่พืชยังเติบโต) | ไม่ต่อเนื่อง (เฉพาะกลางวัน) | ไม่ต่อเนื่อง (ขึ้นอยู่กับความเร็วลม) |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | Carbon Neutral, Zero Waste | Carbon Neutral (แต่มีปัญหาการกำจัดแผง) | Carbon Neutral (แต่มีผลกระทบต่อทัศนียภาพและนก) |
| ต้นทุน O&M ต่อปี | ต่ำมาก ($10-15) | ต่ำ ($20-30) | ปานกลางถึงสูง ($40-60) |
| ความต้องการพื้นที่ | ใช้พื้นที่ร่วมกับการปลูกพืช (No Space Waste) | ต้องการพื้นที่เปิดโล่งเฉพาะ | ต้องการพื้นที่เปิดโล่งและสูง |
| ความซับซ้อนในการติดตั้ง | ปานกลาง (ต้องฝังขั้วไฟฟ้า) | ต่ำถึงปานกลาง | ปานกลางถึงสูง (ต้องมีเสาและฐานราก) |
| ความเหมาะสมกับเอเชีย | สูง (ออกแบบมาเพื่อสภาพดินเอเชีย) | สูง | ปานกลาง (ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ) |
ข้อสรุปจากการเปรียบเทียบ: Pisphere ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่โซลาร์เซลล์หรือกังหันลมโดยสิ้นเชิง แต่ถูกวางตำแหน่งให้เป็น แหล่งพลังงานเสริมที่สำคัญ ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างด้านความต่อเนื่องและลดต้นทุนการบำรุงรักษาในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของโครงการพลังงานในพื้นที่ชนบท
6. Pisphere: ก้าวต่อไปของการพัฒนาที่ยั่งยืนในชนบท
การนำเทคโนโลยี Pisphere มาใช้ในพื้นที่ห่างไกลและชนบทของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การติดตั้งอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการลงทุนในอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6.1 การสร้างเศรษฐกิจสีเขียวในชุมชน
การใช้ Pisphere ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) ในระดับชุมชน:
- การพึ่งพาตนเอง: ชุมชนสามารถผลิตพลังงานใช้เองได้ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการนำเข้าพลังงานจากภายนอก
- การสร้างงาน: เกิดความต้องการแรงงานในการติดตั้ง ดูแล และบำรุงรักษาระบบ Plant-MFC ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการดูแลพืช ทำให้เกิดทักษะใหม่ ๆ ในชุมชน
- การส่งเสริมการเกษตร: ระบบนี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีการปลูกพืชอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน
6.2 การขยายผลในอนาคต: จาก B2C สู่ B2G
Pisphere มีรูปแบบการใช้งานที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับผู้บริโภค (B2C) ไปจนถึงระดับองค์กรและภาครัฐ (B2B/B2G):
- B2C (ผู้บริโภค): ชุดอุปกรณ์ขนาดเล็กสำหรับครัวเรือน หรือชุดการเรียนรู้
- B2B (ธุรกิจ): ระบบจ่ายไฟสำหรับเซ็นเซอร์ในฟาร์มขนาดใหญ่ หรือระบบตรวจสอบสิ่งแวดล้อม
- B2G (ภาครัฐ): การติดตั้งในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เช่น ไฟส่องสว่างริมทาง หรือระบบเฝ้าระวังภัยในพื้นที่ห่างไกล

6.3 สรุป: พลังงานที่เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ
Pisphere เป็นมากกว่าเทคโนโลยี แต่เป็นปรัชญาที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากมันได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านการผลิตไฟฟ้าที่ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ต้นทุนการบำรุงรักษาที่ต่ำมาก และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด ทำให้ Pisphere เป็นคำตอบที่แท้จริงสำหรับ ระบบพลังงานสำหรับพื้นที่ห่างไกลและชนบท ที่กำลังมองหาความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
การลงทุนใน Pisphere คือการลงทุนในอนาคตที่สะอาด เป็นอิสระ และเติบโตไปพร้อมกับผืนดินและพืชพรรณในชุมชนของเรา